แคลเซียมมีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรงในเด็กอายุ 6–18 ปีได้จริง — แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดพัฒนาการ เด็กและวัยรุ่นในช่วง แผ่นกระดูกอ่อน (Growth Plates) ยังเปิดอยู่ ร่างกายต้องการแคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอเพื่อเสริมสร้างมวลกระดูกและรองรับการขยายตัวของโครงสร้างกระดูก อย่างไรก็ตาม แคลเซียมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อร่างกายมี วิตามิน D3 ช่วยดูดซึม วิตามิน K2 ช่วยนำแคลเซียมเข้าสู่กระดูก และ โปรตีน กระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะที่ส่งเสริมการดูดซึม ความสูงของเด็กขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยพร้อมกัน ได้แก่ พันธุกรรม โภชนาการที่ครบถ้วน การออกกำลังกาย และการพักผ่อนเพียงพอ ผู้ปกครองที่เข้าใจบทบาทที่แท้จริงของแคลเซียมจะสามารถวางแผนโภชนาการได้ตรงจุดและได้ผลมากกว่าการเสริมแบบสุ่ม
แคลเซียมกับกระดูก — กลไกที่แท้จริงในร่างกายเด็ก
แคลเซียมคืออะไร และทำอะไรในร่างกาย
แคลเซียม (Calcium) เป็นแร่ธาตุที่พบมากที่สุดในร่างกายมนุษย์ โดยร้อยละ 99 ของแคลเซียมทั้งหมดสะสมอยู่ในกระดูกและฟัน ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 1 หมุนเวียนในกระแสเลือดและเนื้อเยื่อต่าง ๆ เพื่อควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และการแข็งตัวของเลือด
บทบาทหลักของแคลเซียมในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต มี 3 ด้านสำคัญ:
- สร้างมวลกระดูก — Calcium เป็นวัตถุดิบหลักที่ Osteoblast (เซลล์สร้างกระดูก) ใช้ในการสร้างเนื้อกระดูกใหม่
- เสริมความแข็งแรงของฟัน — ฟันต้องการแคลเซียมทั้งในช่วงการพัฒนาและการดูแลรักษาโครงสร้าง
- ช่วยการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ — ร่างกายดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้เมื่อระดับในเลือดต่ำ ซึ่งทำให้กระดูกอ่อนแอลงได้ในระยะยาว
แผ่นกระดูกอ่อน (Growth Plates) — จุดที่กระดูกยาวขึ้น
แผ่นกระดูกอ่อน (Epiphyseal Plates หรือ Growth Plates) คือบริเวณกระดูกอ่อนที่ปลายกระดูกยาว เช่น กระดูกต้นขา กระดูกแข้ง และกระดูกแขน ในช่วงที่ Growth Plates ยังเปิดอยู่ เซลล์ Chondrocyte จะแบ่งตัวและสะสมแคลเซียมเพื่อสร้างกระดูกใหม่ตามแนวยาว
เมื่อ Growth Plates ปิด (Epiphyseal Fusion) กระดูกจะไม่ยาวขึ้นอีกแม้จะได้รับแคลเซียมในปริมาณมากเพียงใด นี่คือสาเหตุที่ช่วงอายุมีผลอย่างมาก
ตามข้อมูลอ้างอิงทางการแพทย์ไทย:
- เด็กผู้หญิง: Growth Plates มักปิดในช่วงอายุ 13–16 ปี
- เด็กผู้ชาย: Growth Plates มักปิดในช่วงอายุ 15–20 ปี
ช่วง วัยเจริญพันธุ์ (11–17 ปีในผู้หญิง และ 13–20 ปีในผู้ชาย) จึงเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดในการวางแผนโภชนาการแคลเซียม

ปริมาณแคลเซียมที่เด็กควรได้รับในแต่ละวัย
ตามคำแนะนำปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 (กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข):
| ช่วงวัย | ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำ/วัน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| เด็กอายุ 1–3 ปี | 500 มิลลิกรัม | ช่วงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน |
| เด็กอายุ 4–8 ปี | 800 มิลลิกรัม | กระดูกเริ่มสร้างมวลสำคัญ |
| เด็กและวัยรุ่น 9–18 ปี | 1,100 มิลลิกรัม | ช่วงสำคัญ — 40% ของมวลกระดูกตลอดชีวิตสร้างในช่วงนี้ |
| ผู้ใหญ่ 19–50 ปี | 800 มิลลิกรัม | ช่วงรักษามวลกระดูก |
สิ่งที่ต้องรู้เพิ่มเติม: ร่างกายมีข้อจำกัดในการดูดซึมแคลเซียมต่อครั้ง ไม่ควรรับแคลเซียมเกิน 500 มิลลิกรัมต่อมื้อ และไม่ควรเกิน 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะปริมาณที่มากเกินไปอาจรบกวนการดูดซึมแร่ธาตุอื่น เช่น เหล็ก และสังกะสี
วงจรการดูดซึมแคลเซียม — ทำไมต้องการมากกว่าแค่แคลเซียม
แคลเซียมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ร่างกายต้องการตัวช่วยในการดูดซึมและนำแคลเซียมเข้าสู่กระดูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ วงจรนี้ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก:
ขั้นที่ 1 — ดูดซึมเข้าลำไส้เล็ก (วิตามิน D3)
วิตามิน D3 (Cholecalciferol) กระตุ้นให้ลำไส้เล็กดูดซึมแคลเซียมจากอาหารเข้าสู่กระแสเลือด หากร่างกายขาดวิตามิน D3 แม้จะได้รับแคลเซียมมาก กระดูกก็ยังไม่ได้รับแคลเซียมที่เพียงพอ แหล่งวิตามิน D3 หลักได้แก่: การรับแสงแดดช่วง 09.00–15.00 น. ปลาแซลมอน ไข่แดง และน้ำมันตับปลา
ขั้นที่ 2 — นำแคลเซียมเข้ากระดูก (วิตามิน K2)
วิตามิน K2 (MK-7) กระตุ้นโปรตีน Osteocalcin ซึ่งทำหน้าที่นำแคลเซียมที่ดูดซึมเข้าเลือดแล้วเข้าสู่เนื้อเยื่อกระดูกโดยตรง โดยไม่ให้ไปสะสมในหลอดเลือดหรือเนื้อเยื่ออื่น วิตามิน K2 พบได้ในอาหารหมักดอง เช่น นัตโต (ถั่วเหลืองหมักจากญี่ปุ่น)
ขั้นที่ 3 — เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึม (CPP และโปรตีน)
Casein Phosphopeptide (CPP) — เปปไทด์จากโปรตีนนม — ช่วยป้องกันไม่ให้แคลเซียมตกตะกอนในระบบย่อยอาหาร ทำให้แคลเซียมอยู่ในรูปที่ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น นอกจากนี้ โปรตีนโดยทั่วไปยังกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะ ซึ่งช่วยให้แคลเซียมละลายและดูดซึมได้ดีขึ้น

ปัจจัยที่ขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในเด็ก
ผู้ปกครองหลายท่านไม่ทราบว่าพฤติกรรมและอาหารบางชนิดสามารถลดการดูดซึมแคลเซียมได้มาก:
| ปัจจัยขัดขวาง | กลไก | คำแนะนำ |
|---|---|---|
| อาหารโซเดียมสูง (อาหารเค็ม เครื่องปรุง อาหารสำเร็จรูป) | เพิ่มการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ | จำกัดอาหารแปรรูปในเด็ก |
| คาเฟอีน (ชา กาแฟ น้ำอัดลมสีดำ) | ลดการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ | หลีกเลี่ยงในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี |
| ออกซาเลต (ผักโขม ช็อคโกแลต ชา ใบยอ ชะพลู) | จับกับแคลเซียม ทำให้ไม่ถูกดูดซึม | กินแคลเซียมห่างจากอาหารกลุ่มนี้ |
| ไฟเตท (ธัญพืชขัดสีต่ำ ถั่ว เมล็ดพืช) | จับกับแคลเซียมก่อนดูดซึม | แช่น้ำหรือหุงต้มช่วยลดได้ |
| แทนนิน (ชา ใบพลู กล้วยดิบ) | รบกวนการดูดซึมแคลเซียม | ควรดื่มนมอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงก่อนหรือหลังดื่มชา |
บันทึก: การให้ลูกดื่มนมหรืออาหารเสริมแคลเซียมพร้อมชาหรืออาหารเค็มมาก ๆ อาจทำให้แคลเซียมส่วนใหญ่ถูกขับออกโดยไม่ได้รับประโยชน์

แหล่งอาหารที่มีแคลเซียมสูงสำหรับเด็ก
อาหารเป็นแหล่งแคลเซียมที่ดีที่สุด ผู้ปกครองสามารถวางแผนเมนูให้ลูกได้รับแคลเซียมครบตามความต้องการแต่ละวัน:
กลุ่มนมและผลิตภัณฑ์จากนม (ดูดซึมได้ดีที่สุด)
นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมเป็นแหล่งแคลเซียมที่ดีที่สุด เพราะมีอัตราส่วนแคลเซียมและฟอสฟอรัสในสัดส่วนที่เหมาะสมต่อการดูดซึม:
- นมสด: ~123 มก./100 กรัม
- โยเกิร์ต: ~121 มก./100 กรัม
- ชีส: ~508 มก./100 กรัม
กลุ่มปลาและสัตว์น้ำ
ปลาตัวเล็กที่กินได้ทั้งกระดูกมีแคลเซียมสูง:
- ปลาซาร์ดีน: ~382 มก./100 กรัม
- กุ้งแห้ง: ~362 มก./100 กรัม
- ปลาแอนโชวี่และปลาเฮริงขนาดเล็ก: มีแคลเซียมสูงเพราะสามารถรับประทานกระดูกได้ด้วย
กลุ่มพืชและธัญพืช (ทางเลือกสำหรับเด็กแพ้นม)
- งาดำ: ~1,290 มก./100 กรัม (สูงมาก แต่กินครั้งละน้อย)
- เต้าหู้แข็ง: ~683 มก./100 กรัม
- ถั่วเหลือง: ~277 มก./100 กรัม
- อัลมอนด์: ~269 มก./100 กรัม
- ผักเคล (Kale): ~254 มก./100 กรัม
- คะน้า กวางตุ้ง ตำลึง: มีแคลเซียมปานกลาง และมีออกซาเลตต่ำ
หมายเหตุ: ผักกลุ่มออกซาเลตสูง เช่น ผักโขม แม้มีแคลเซียมในปริมาณมาก แต่ร่างกายดูดซึมได้น้อยเพราะออกซาเลตจับกับแคลเซียม

เมื่ออาหารยังไม่เพียงพอ — บทบาทของสูตรโภชนาการเสริม
สำหรับเด็กที่ไม่ชอบกินนม แพ้นมวัว หรือมีพฤติกรรมกินอาหารเลือก การได้รับแคลเซียมครบ 1,100 มก./วันจากอาหารอาจทำได้ยาก สูตรโภชนาการผงชงสำหรับเด็กที่มีระบบแคลเซียมครบวงจรสามารถช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ได้
Unigrow Optipro เป็นสูตรโภชนาการสำหรับเด็กอายุ 6–18 ปีที่ออกแบบระบบแคลเซียมแบบ Multi-layer:
- Nano Calcium + Aquamin F — แคลเซียมสองรูปแบบเสริมกัน: Nano Calcium สำหรับความเข้มข้นสูง และ Aquamin F (แคลเซียมจากสาหร่ายทะเลแดงไอร์แลนด์ 400 มก./กระปุก) ซึ่งมีโครงสร้างรังผึ้งที่ช่วยดูดซึมดีกว่าแคลเซียมคาร์บอเนตทั่วไป
- Bonepep — เปปไทด์ไฮโดรไลซ์จากไข่แดง เทคโนโลยีจาก Pharmafood Japan กระตุ้น Osteoblast ให้สร้างเซลล์กระดูกเพิ่มขึ้น
- OSTEUM® CPP (35%) — Casein Phosphopeptide สูงสุดในตลาด ช่วยเพิ่มการดูดซึม Ca, Mg และ P พร้อมกัน
- Vitamin D3 + K2 MK-7 — วงจรดูดซึมและนำแคลเซียมเข้ากระดูกครบในสูตรเดียว
- FOS + Inulin — Prebiotic ที่ช่วยสนับสนุนการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ใหญ่
ผ่านการรับรองจาก Thai FDA (อย.), GMP และ HACCP — เหมาะสำหรับเด็กที่ต้องการโภชนาการสนับสนุนการเจริญเติบโตแบบครบถ้วน

ปัจจัยอื่นที่สำคัญพอ ๆ กับแคลเซียม
ผู้ปกครองควรทราบว่าแคลเซียมเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก:
- พันธุกรรม — กำหนดศักยภาพสูงสุดของแต่ละคน ปัจจัยทางโภชนาการช่วยให้ร่างกายเข้าถึงศักยภาพนั้นได้เต็มที่
- การออกกำลังกาย — กิจกรรมที่มีแรงกระแทก เช่น กระโดดเชือก บาสเกตบอล และโหนบาร์ กระตุ้น Growth Hormone และกระตุ้น Osteoblast ให้ทำงาน → อ่านเพิ่ม: กีฬาที่สนับสนุนการเจริญเติบโต
- การนอนหลับ — Growth Hormone หลั่งสูงสุดในช่วง 22.00–02.00 น. ระหว่างหลับลึก เด็กควรนอน 8–10 ชั่วโมงต่อคืน
- โภชนาการครบถ้วน — นอกจากแคลเซียม ร่างกายต้องการโปรตีน วิตามิน A, C, D, K และแร่ธาตุอื่น ๆ → อ่านเพิ่ม: อาหารที่มีแคลเซียมสูง
คำถามที่ผู้ปกครองมักถาม
Q: เด็กควรดื่มนมวันละกี่แก้วเพื่อให้ได้แคลเซียมเพียงพอ? A: นมสดประมาณ 1 แก้ว (200 มล.) มีแคลเซียมประมาณ 240 มก. เด็กวัย 9–18 ปีต้องการ 1,100 มก./วัน ซึ่งต้องการนมประมาณ 4–5 แก้วหรือเสริมจากอาหารอื่น เช่น ปลาซาร์ดีน งาดำ และผักใบเขียว
Q: ถ้าลูกแพ้นมวัว จะได้รับแคลเซียมจากไหน? A: เต้าหู้แข็ง งาดำ ปลาตัวเล็กกินได้ทั้งก้าง ถั่วเหลือง และผักใบเขียวที่ออกซาเลตต่ำ เช่น คะน้าและกวางตุ้ง นมถั่วเหลืองที่เสริมแคลเซียมก็เป็นทางเลือกที่ดี โดยควรเลือกที่มีแคลเซียมตั้งแต่ 20% ของปริมาณแนะนำต่อวัน
Q: กินแคลเซียมเกินจะเกิดอะไรขึ้น? A: หากได้รับแคลเซียมเกิน 1,500 มก./วัน อาจรบกวนการดูดซึมเหล็กและสังกะสี และเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อนิ่วในไต ไม่ควรรับเกิน 500 มก./ครั้ง และควรกระจายปริมาณตลอดวัน
Q: แคลเซียมควรกินตอนไหน? A: ควรรับแคลเซียมพร้อมมื้ออาหาร เพราะกรดในกระเพาะช่วยให้ดูดซึมได้ดีขึ้น และควรหลีกเลี่ยงการกินพร้อมชาหรืออาหารโซเดียมสูง
สรุป — แคลเซียมกับการพัฒนากระดูกในเด็ก
แคลเซียมมีบทบาทสำคัญในกระบวนการสร้างกระดูกของเด็กในช่วงอายุ 6–18 ปีอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่กระดูกมีการสร้างมวลถึง 40% ของตลอดชีวิต แต่แคลเซียมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อมีระบบสนับสนุนครบถ้วน ได้แก่ D3 สำหรับการดูดซึม K2 สำหรับนำแคลเซียมเข้ากระดูก และ CPP เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ผู้ปกครองที่วางแผนโภชนาการให้ครบวงจร ควบคู่กับการออกกำลังกายสม่ำเสมอและการนอนหลับเพียงพอ คือการสนับสนุนพัฒนาการของลูกน้อยได้ดีที่สุด
สั่งซื้อ Unigrow Optipro ได้ที่ Shopee, และ TikTok Shop | สอบถามเพิ่มเติม: 0612-023-878 | service@unigrowthailand.com
ผลิตภัณฑ์นี้เป็นอาหารเสริม ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ความสูงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม โภชนาการที่ครบถ้วน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการพักผ่อนที่เพียงพอ ควรกินอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ ควรอ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค




