เล่นวอลเลย์บอลเพิ่มความสูงได้ไหม?

การออกกำลังกายมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอ้างอิงจาก 2 กลไกทางวิทยาศาสตร์หลัก ได้แก่ การกระตุ้นการหลั่ง Growth Hormone (GH) ทั้งในช่วงออกกำลังกายและขณะนอนหลับพักผ่อน และ การสร้างแรงกระแทกในระดับที่เหมาะสม และ Impact Loading บน Growth Plates (แผ่นกระดูกอ่อน) ที่กระตุ้น Osteoblast ให้สร้างเนื้อกระดูกใหม่ตามแนวยาว กีฬาที่มีแรงกระแทกปานกลาง เช่น วอลเลย์บอล บาสเกตบอล กระโดดเชือก และแทรมโพลีน กระตุ้น Growth Plates ได้โดยตรง ในขณะที่กีฬาแบบดึงและยืด เช่น โหนบาร์ ว่ายน้ำ และโยคะ ช่วยลดแรงกดทับบนกระดูกสันหลังและส่งเสริมท่าทางที่ดี อย่างไรก็ตาม กีฬาเพียงอย่างเดียวทำงานได้เต็มศักยภาพก็ต่อเมื่อเด็กได้รับโภชนาการที่เพียงพอ โดยเฉพาะแคลเซียม วิตามิน D3 และโปรตีน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในกระบวนการสร้างกระดูก

กลไกวิทยาศาสตร์ — เหตุใดการออกกำลังกายจึงช่วยส่งเสริมพัฒนาการความสูง 

Growth Hormone และการออกกำลังกาย

โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone: GH หรือ Somatotropin) คือฮอร์โมนหลักที่มีหน้าที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูกและกล้ามเนื้อ โดยปกติแล้วร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนชนิดนี้สูงสุดใน 2 ช่วงเวลาสำคัญ ได้แก่:

  1. ระหว่างออกกำลังกายหนักปานกลาง — การออกกำลังกายที่เพิ่มอัตราหัวใจ จะช่วยกระตุ้นสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ให้ส่งสัญญาณไปยังต่อมใต้สมองส่วนหน้า (Anterior Pituitary) เพื่อหลั่งโกรทฮอร์โมน (GH) ออกมา
  2. ระหว่างหลับลึก (Slow-Wave Sleep) — ช่วง 22.00–02.00 น. ถือเป็นช่วงจังหวะทองที่โกรทฮอร์โมนจะหลั่งออกมามากที่สุด การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในตอนกลางวันจึงมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพการนอนหลับในยามค่ำคืน ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้ร่างกายหลั่ง GH ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กลไก Impact Loading กับแผ่นกระดูกอ่อน (Growth Plates)

แผ่นกระดูกอ่อน (Growth Plates หรือ Epiphyseal Plates) บริเวณปลายกระดูกยาว ประกอบด้วยเซลล์กระดูกอ่อน คอนโดรไซต์ (Chondrocyte) ที่ทำหน้าที่แบ่งตัวเพื่อขยายความยาวของกระดูก การได้รับแรงกระแทกในระดับปานกลางจากกิจกรรม เช่น การกระโดด การวิ่ง หรือกีฬาที่ต้องใช้แรงส่งตัว จะช่วยกระตุ้นเซลล์สร้างกระดูก ออสทีโอบลาสต์ (Osteoblast) ให้สร้างเนื้อกระดูกที่แข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของ Growth Plates

ข้อควรทราบ: แรงกระแทกที่หนักเกินไปจากการยกน้ำหนักในท่าที่กดทับแนวแกนกระดูกสันหลังโดยตรง อาจส่งผลให้เกิดแรงกดทับแผ่นกระดูกอ่อนมากเกินไป ซึ่งในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต แผ่นกระดูกอ่อนยังไม่มีความแข็งแรงเพียงพอที่จะรองรับแรงกดมหาศาลดังกล่าว

ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการของเด็กแบบองค์รวม

ตามฉันทามติทางการแพทย์ พัฒนาการของเด็กขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านพร้อมกัน:

ปัจจัย บทบาท
พันธุกรรม (Genetics/DNA) กำหนดศักยภาพสูงสุดของแต่ละบุคคล
โภชนาการ วัตถุดิบสำหรับสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ
การออกกำลังกาย กระตุ้น GH และ Growth Plates
การนอนหลับ ช่วง GH ออกฤทธิ์สูงสุด
ฮอร์โมน Estrogen/Testosterone กำหนดจังหวะ Growth Plates ปิด
ทำไม UniGrow Optipro จึงเหมาะกับวัยที่กำลังเติบโต?
ทำไม UniGrow Optipro จึงเหมาะกับวัยที่กำลังเติบโต?

9 กีฬาและกิจกรรมที่สนับสนุนการเจริญเติบโตของเด็ก

1. วอลเลย์บอล

กลไก: การกระโดดตบลูก การรับลูก และการเคลื่อนไหวด้านข้างใน วอลเลย์บอล สร้าง แรงกระแทกในระดับที่เหมาะสม (Impact Loading) บริเวณแผ่นกระดูกอ่อน (Growth Plates)  ที่กระดูกต้นขาและกระดูกแข้งทุกครั้งที่ลงสู่พื้น การยืดแขนขึ้นตบลูกยังกระตุ้นกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบไหล่และกระดูกสันหลัง

อายุที่เหมาะสม: 10 ปีขึ้นไป
ความถี่แนะนำ: 3–5 ครั้งต่อสัปดาห์, 45–60 นาทีต่อครั้ง
จุดเด่น: เป็นกีฬาทีม ช่วยพัฒนาทักษะสังคมควบคู่กับร่างกาย

2. บาสเกตบอล

กลไก: การกระโดดทำแต้มอย่างต่อเนื่องช่วยกระตุ้น Impact Loading บริเวณแผ่นกระดูกอ่อนช่วงขาได้อย่างสม่ำเสมอ ขณะเดียวกัน รูปแบบการเล่นที่มีการวิ่ง หยุด และกระโดดสลับกัน (High Intensity) ยังช่วยกระตุ้นการหลั่งโกรทฮอร์โมน (GH) ได้อย่างมีประสิทธิภาพจากการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ

อายุที่เหมาะสม: 8 ปีขึ้นไป
ความถี่แนะนำ: 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์, 60 นาทีต่อครั้ง
จุดเด่น: ได้ใช้งานกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อขา แขน และกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว 

3. ว่ายน้ำ

กลไก: แรงลอยตัวของน้ำช่วยลดแรงกดทับจาก gravity บริเวณกระดูกสันหลัง เปิดโอกาสให้เด็กสามารถยืดเหยียดและขยับกล้ามเนื้อได้เต็ม Range of Motion โดยไร้แรงกระแทก โดยเฉพาะท่ากบ ท่าผีเสื้อ และท่ากรรเชียง ที่ช่วยส่งเสริมการยืดกล้ามเนื้อหลังและหน้าอกได้อย่างย่อยเยี่ยม

อายุที่เหมาะสม: 5 ปีขึ้นไป (กีฬาที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กเล็ก)
ความถี่แนะนำ: 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์, 30–45 นาทีต่อครั้ง
จุดเด่น: ลดความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บ และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน

4. กระโดดเชือก

กลไก: กลไกการทำงาน: ทุกจังหวะของการกระโดด น้ำหนักตัวจะส่งแรงกระแทกอย่างเหมาะสมไปยังกระดูกขาและกระดูกสันหลัง ช่วยกระตุ้นเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblast) และเกิด Impact Loading บนแผ่นกระดูกอ่อนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังจัดเป็นการออกกำลังกายแบบ High Intensity ที่ช่วยกระตุ้นการหลั่ง GH ได้เป็นอย่างดี

อายุที่เหมาะสม: 6 ปีขึ้นไป
ความถี่แนะนำ: 15–20 นาทีต่อวัน, 5 ครั้งต่อสัปดาห์
จุดเด่น: ประหยัดค่าใช้จ่าย ทำได้ทุกที่ โดยไม่ต้องใช้สนาม 

5. การโหนบาร์ (Bar Hanging) 

กลไก: การโหนตัวบนบาร์ช่วยยืดกระดูกสันหลังและช่องว่างระหว่างหมอนรองกระดูก (Vertebrae) โดยแรงโน้มถ่วงจะช่วยดึงลำตัวลงในขณะที่กล้ามเนื้อหลังรับน้ำหนัก จึงช่วยปรับบุคลิกภาพท่าทางและลดการกดทับของกระดูกสันหลัง 

อายุที่เหมาะสม: 7 ปีขึ้นไป
ความถี่แนะนำ: 2–3 เซ็ต × 15–30 วินาที, 5 วันต่อสัปดาห์
จุดเด่น: ทำได้ง่าย ใช้เวลาน้อย และเหมาะเป็นกิจกรรมเสริมระหว่างการเล่น 

6. การกระโดดแทรมโพลีน 

กลไก: แทรมโพลีนช่วยสร้างแรงกระแทกอย่างต่อเนื่องบนแผ่นเจริญเติบโตของกระดูก (Growth Plates) พร้อมช่วยดูดซับแรงกระแทกบางส่วน ส่งผลให้แรงกระแทก (Impact Loading) มีความปลอดภัยมากกว่าการกระโดดบนพื้นคอนกรีต นอกจากนี้ยังเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน ทำให้เด็กสามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น 

 

อายุที่เหมาะสม: 6 ปีขึ้นไป (ต้องมีการดูแลจากผู้ใหญ่)
ความถี่แนะนำ: 20–30 นาทีต่อครั้ง, 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์
จุดเด่น: สนุกสนาน ช่วยกระตุ้นการหลั่งโกรธฮอร์โมน (GH) ได้ดี เนื่องจากเด็กได้ปลดปล่อยพลังอย่างเต็มที่โดยไม่รู้สึกเหนื่อยหน่าย 

7. โยคะสำหรับเด็ก

กลไก: โยคะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และการทรงตัว ช่วยปรับบุคลิกภาพให้หลังตรง ลดอาการหลังค่อมจากการนั่งเรียนเป็นเวลานาน ท่าโยคะสำหรับเด็กที่เน้นการยืดหลัง เช่น ท่าแมวและวัว (Cat-Cow Pose) และท่าต้นไม้ (Tree Pose) จะช่วยเสริมสร้างความสมดุลและกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว 

อายุที่เหมาะสม: 5 ปีขึ้นไป
ความถี่แนะนำ: 20–30 นาทีต่อวัน
จุดเด่น: ผ่อนคลายความเครียด ปรับบุคลิกภาพ เหมาะเป็นกิจกรรมผ่อนคลายก่อนนอน 

8. การปั่นจักรยาน (Cycling) 

กลไก: การปั่นจักรยานช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อขาและสะโพกในทุกรอบการปั่น แรงต้านจากการเปลี่ยนเกียร์และการยืนปั่นบนทางชันช่วยกระตุ้นโกรธฮอร์โมน (GH) และเสริมสร้างกล้ามเนื้อขา ต่างจากการวิ่ง การปั่นจักรยานเป็นกิจกรรมที่ไม่มีแรงกระแทกสูง (Low-impact) จึงเหมาะสำหรับเด็กที่มีอาการบาดเจ็บบริเวณข้อเข่าหรือข้อเท้า 

อายุที่เหมาะสม: 6 ปีขึ้นไป
ความถี่แนะนำ: 30–45 นาทีต่อครั้ง, 3–5 ครั้งต่อสัปดาห์
จุดเด่น: แรงกระแทกต่ำ (Low-impact) เหมาะสำหรับเด็กที่ต้องการออกกำลังกายโดยไม่เพิ่มแรงกดทับบริเวณข้อต่อ 

9. การวิ่งจ๊อกกิ้ง (Jogging)

กลไก: การวิ่งอย่างต่อเนื่องในระดับความเข้มข้นต่ำถึงปานกลาง (Low-to-Medium Intensity) ช่วยกระตุ้นการหลั่งโกรธฮอร์โมน (GH) อย่างสม่ำเสมอ พร้อมสร้างแรงกระแทกที่เหมาะสม (Impact Loading) บนกระดูกขาในทุกก้าว ช่วยเสริมสร้างความหนาแน่นของกระดูกควบคู่กับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ 

อายุที่เหมาะสม: 7 ปีขึ้นไป (เริ่มจากเดินเร็วก่อน)
ความถี่แนะนำ: 20–30 นาทีต่อวัน, 4–5 วันต่อสัปดาห์
จุดเด่น: ทำได้ด้วยตนเองหรือทำร่วมกับครอบครัว โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ 

ช่วงอายุ — เมื่อไหรจึงควรเริ่มกีฬาแต่ละประเภท

กีฬา อายุต่ำสุด ข้อควรระวัง
ว่ายน้ำ 5 ปี ต้องมีผู้ดูแล
โยคะเด็ก 5 ปี เน้นท่าง่าย ไม่บิดหนัก
กระโดดเชือก 6 ปี เริ่มจากช้า เพิ่มความเร็วทีละน้อย
แทรมโพลีน 6 ปี ต้องมีราวกั้น, ผู้ใหญ่ดูแล
ปั่นจักรยาน 6 ปี ใส่หมวกกันน็อกทุกครั้ง
โหนบาร์ 7 ปี ตรวจสอบความแข็งแรงของบาร์
วิ่งจ๊อกกิ้ง 7 ปี เริ่มสั้น เพิ่มระยะทางช้า ๆ
บาสเกตบอล 8 ปี เน้นทักษะก่อนการแข่งขัน
วอลเลย์บอล 10 ปี เรียนท่าตบและรับที่ถูกต้อง

ประเภทกีฬาที่ควรระมัดระวังสำหรับเด็กในวัยเจริญเติบโต

ประเภทกีฬาบางชนิดอาจไม่เหมาะสมสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี เนื่องจากแผ่นเจริญเติบโตของกระดูก (Growth Plates) ยังไม่ปิดสมบูรณ์:

  • การยกน้ำหนักหนัก (Heavy Powerlifting)  — แรงกดในแนวดิ่ง (Vertical Load) ที่กระทำต่อแผ่นเจริญเติบโตของกระดูก อาจส่งผลกระทบและยับยั้งการเจริญเติบโตทางร่างกาย โดยเฉพาะท่า Squat และ Deadlift ที่ใช้ น้ำหนักมาก 
  • กีฬาที่มีการปะทะรุนแรง (Contact Sports)  เช่น รักบี้ หรือฮอกกี้น้ำแข็ง ในเด็กเล็ก กีฬาประเภทนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดบาดเจ็บบริเวณแผ่นเจริญเติบโตของกระดูกสูงขึ้น 
  • การวิ่งมาราธอน หรืออัลตร้ามาราธอน (Marathon / Ultra-marathon)  — การวิ่งระยะไกลที่มากเกินไปในเด็ก อาจกระตุ้นให้ร่างกายฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) มากขึ้น ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของโกรธฮอร์โมน (GH) 

โภชนาการที่ช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการออกกำลังกายสำหรับเด็ก

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทำให้ร่างกายมีความต้องการสารอาหารในปริมาณที่สูงขึ้น เด็กที่เล่นกีฬาเป็นประจำจึงจำเป็นต้องได้รับสารอาหารสำคัญ ดังนี้:

แคลเซียม 1,000 – 1,300 มิลลิกรัม/วัน (สำหรับเด็กอายุ 9–18 ปี)  — เป็นวัตถุดิบหลักสำหรับเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblasts) เพื่อใช้ในการสร้างและฟื้นฟูกระดูกหลังการออกกำลังกาย → อ่านเพิ่ม: อาหารที่มีแคลเซียมสูง

วิตามิน D3 — ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารเข้าสู่ร่างกาย การรับแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเวลา 09.00–15.00 น. มีส่วนช่วยสังเคราะห์วิตามิน D3 ได้ตามธรรมชาติ

โปรตีน — ช่วยซ่อมแซมและเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกาย โดยโปรตีนจากถั่วลันเตา (Pea Protein) และเวย์โปรตีน (Whey Protein) ถือเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดีสำหรับเด็ก

วิตามิน K2 — ทำหน้าที่นำแคลเซียมที่ดูดซึมแล้วเข้าสู่กระดูกโดยตรง พร้อมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดการสะสมของแคลเซียมบริเวณผนังหลอดเลือด

สำหรับเด็กที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ยังได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจากมื้ออาหารปกติ UniGrow Optipro มาพร้อมระบบแคลเซียมหลายชั้น (Multi-layer Calcium System) ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการของเด็กนักกีฬาโดยเฉพาะ:

  • Nano Calcium + Aquamin F (แคลเซียมจากสาหร่ายทะเลแดงไอร์แลนด์ 400 มก./กระปุก) ช่วยเสริมสร้างแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Bonepep — กระตุ้นการทำงานของเซลล์ Osteoblasts ในการสร้างกระดูกใหม่หลังการออกกำลังกาย
  • Pea Protein + Colostrum 3A — สนับสนุนการซ่อมแซมและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ
  • D3 + K2 MK-7 — ช่วยเติมเต็มวงจรการนำแคลเซียมเข้าสู่กระดูกได้อย่างสมบูรณ์
  • DHA + Choline + Taurine — ชุดสามพลังกระตุ้นการพัฒนาสมอง ยกระดับความสามารถด้านการรับรู้ กระบวนการคิด และอารมณ์ของลูกน้อย 

ผ่านการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), GMP และ HACCP

คำถามที่พบบ่อยจากผู้ปกครอง (Q&A)

Q: กีฬาประเภทใดดีที่สุดสำหรับการส่งเสริมพัฒนาการความสูงของเด็ก? A: ไม่มีกีฬาชนิดใดชนิดหนึ่งที่ดีที่สุด แต่การออกกำลังกายแบบผสมผสานระหว่างกีฬาที่มีแรงกระแทกที่เหมาะสม (Impact Loading) เช่น วอลเลย์บอล บาสเกตบอล หรือกระโดดเชือก ร่วมกับกีฬาที่ช่วยยืดเหยียดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เช่น การว่ายน้ำ โยคะ หรือการโหนบาร์ จะให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด

Q: หากเด็กเล่นกีฬาเป็นประจำ จำเป็นต้องได้รับอาหารเพิ่มขึ้นหรือไม่? A: เด็กที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะมีการเผาผลาญพลังงานที่สูงขึ้น จึงมีความต้องการแคลเซียมและโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ หากมื้ออาหารปกติไม่สามารถให้สารอาหารได้ครบถ้วน การเสริมโภชนาการที่เหมาะสมจะช่วยเติมเต็มความต้องการของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Q: ช่วงเวลาใดเหมาะสำหรับการเล่นกีฬามากที่สุด? A: ช่วงเย็นเวลา 16.00–18.00 น. มีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากอุณหภูมิร่างกายอยู่ในระดับที่พร้อมต่อการเคลื่อนไหว และเป็นช่วงที่โกรธฮอร์โมน (GH) หลั่งตามธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเวลาให้ร่างกายได้พักผ่อนก่อนเข้าเข้านอน ซึ่งเป็นช่วงที่โกรธฮอร์โมนจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง

บทสรุป — ความเชื่อมโยงระหว่างการเล่นกีฬากับพัฒนาการความสูงของเด็ก

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยการผสมผสานระหว่างกีฬาที่มีแรงกระแทกที่เหมาะสม (Impact Sports) เช่น วอลเลย์บอล บาสเกตบอล กระโดดเชือก หรือแทรมโพลีน ร่วมกับกีฬาที่ช่วยยืดเหยียด (Stretching Sports) เช่น การโหนบาร์ ว่ายน้ำ โยคะ หรือการปั่นจักรยาน จะช่วยกระตุ้นการทำงานของโกรธฮอร์โมน (Growth Hormone) และแผ่นเจริญเติบโตของกระดูก (Growth Plates) ได้อย่างครบวงจร ทั้งนี้ ความสำเร็จในระยะยาวเกิดจากความต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ไม่ใช่การออกกำลังกายอย่างหักโหมในระยะเวลาอันสั้น

โภชนาการที่ครบถ้วน — โดยเฉพาะแคลเซียม วิตามิน D3 วิตามิน K2 และโปรตีน — ถือเป็น “วัตถุดิบสำคัญ” ที่ช่วยแปลงผลลัพธ์จากการออกกำลังกายให้เป็นการสร้างกระดูกอย่างแท้จริง → อ่านเพิ่ม: แคลเซียมกับการพัฒนากระดูกในเด็ก

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ UniGrow Optipro ได้แล้ววันนี้ที่ Shopee และ TikTok Shop | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: 0612-023-878

Internal Links

ผลิตภัณฑ์นี้เป็นอาหารเสริม ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ความสูงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม โภชนาการที่ครบถ้วน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการพักผ่อนที่เพียงพอ ควรกินอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ ควรอ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ข้อเสนอที่ดีที่สุด

ข้อเสนอจบลงใน

Powder Form for Children Aged 6-18

Original price was: ฿5.160.Current price is: ฿3.299.
Original price was: ฿10.320.Current price is: ฿5.649.
Original price was: ฿1.501.Current price is: ฿1.290.
Original price was: ฿2.580.Current price is: ฿2.299.
Original price was: ฿15.480.Current price is: ฿8.099.
Original price was: ฿7.740.Current price is: ฿4.499.
สินค้าแนะนำ
Original price was: ฿5.160.Current price is: ฿3.299.
Original price was: ฿10.320.Current price is: ฿5.649.
Original price was: ฿1.501.Current price is: ฿1.290.
Original price was: ฿2.580.Current price is: ฿2.299.
Original price was: ฿15.480.Current price is: ฿8.099.
Original price was: ฿7.740.Current price is: ฿4.499.
Original price was: ฿10.320.Current price is: ฿5.649.
Original price was: ฿2.580.Current price is: ฿2.299.