อาหารที่มีแคลเซียมสูงสำหรับเด็กอายุ 6–18 ปี มีหลายกลุ่ม ตั้งแต่นม ปลาตัวเล็กที่รับประทานได้ทั้งก้าง เต้าหู้ งาดำ ผักใบเขียว และผลไม้ที่มีแคลเซียมสูง แร่ธาตุชนิดนี้กว่า 99% สะสมอยู่ในกระดูกและฟัน โดยช่วงอายุ 9–18 ปี ร่างกายจะสร้างมวลกระดูกถึง 40% ของทั้งชีวิต จึงเป็น “โอกาสทอง” ในการเติบโต การเข้าใจแหล่งแคลเซียมจากอาหาร ช่วยให้ผู้ปกครองเลือกอาหารบำรุงกระดูกเด็กได้ตรงจุด และเป็นทางเลือกอาหารแคลเซียมสูงสำหรับเด็กสำหรับกลุ่มที่แพ้โปรตีนนมวัวหรือไม่ชอบดื่มนม หากสงสัยว่าเด็กขาดแคลเซียม กินอะไร คำตอบคือต้องเสริมร่วมกับวิตามิน D3, K2 และโปรตีน พร้อมหลีกเลี่ยงอาหารที่ขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม
บทบาทของแคลเซียมต่อร่างกายของเด็ก
แคลเซียมไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่การเสริมสร้างกระดูกเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในระบบต่างๆ ของร่างกาย ดังนี้:
- การสร้างและบำรุงรักษากระดูก (99% ของแคลเซียมในร่างกาย):
เซลล์สร้างกระดูก (Osteoblasts) ใช้แคลเซียมเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างกระดูกใหม่ตลอดเวลา โดยเฉพาะบริเวณแผ่นเจริญเติบโตของกระดูก (Growth Plates) ที่ปลายกระดูกยาวของเด็กในวัยเจริญเติบโต - การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ:
แคลเซียมในกระแสเลือด (1% ที่เหลือ) ทำหน้าที่กระตุ้นการหดตัวของเส้นใยกล้ามเนื้อ รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจ หากระดับแคลเซียมในเลือดลดต่ำลง ร่างกายจะดึงแคลเซียมจากกระดูกมาทดแทนในทันที - การส่งสัญญาณในระบบประสาท:
แคลเซียมไอออน (Calcium ion) ทำหน้าที่เป็นสารส่งข่าวตัวที่สอง (Second Messenger) ในการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาท เพื่อกระตุ้นการหลั่งสารส่งประสาท (Neurotransmitters) - การแข็งตัวของเลือด:
เอนไซม์หลายชนิดในกระบวนการแข็งตัวของเลือด จำเป็นต้องใช้แคลเซียมไอออนเป็นตัวช่วยในการทำงาน (Cofactor)
ความสำคัญสำหรับเด็ก: หากเด็กได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอเป็นระยะเวลานาน ร่างกายจะสลายแคลเซียมจากกระดูกออกมาใช้งาน ส่งผลให้มวลกระดูกลดลงในระยะยาว และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกเปราะบางในอนาคต

ปริมาณแคลเซียมที่เด็กควรได้รับต่อวัน
ตามคำแนะนำปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 (กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข):
| ช่วงวัย | ปริมาณแคลเซียม (มก./วัน) | เทียบกับนม 1 แก้ว (240 มล.) |
|---|---|---|
| เด็กอายุ 1–3 ปี | 500 มก. | ~2 แก้ว |
| เด็กอายุ 4–8 ปี | 800 มก. | ~3.3 แก้ว |
| เด็กอายุ 9–18 ปี | 1,100 มก. | ~4.5 แก้ว |
| ผู้ใหญ่ 19–50 ปี | 800 มก. | ~3.3 แก้ว |
| ผู้สูงอายุ 51+ ปี | 1,000 มก. | ~4.2 แก้ว |
สิ่งที่ต้องรู้:
- ไม่ควรรับแคลเซียมเกิน 500 มก./ครั้ง — ร่างกายดูดซึมได้จำกัดต่อครั้ง
- ไม่ควรเกิน 1,500 มก./วัน — ส่วนเกินอาจรบกวนการดูดซึมธาตุเหล็กและสังกะสี
- ตลอดวัน แบ่งปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวันออกเป็นมื้อเล็กๆ หลายมื้อตลอดทั้งวัน.
กลุ่มอาหารที่มีแคลเซียมสูง — จัดตามหมวด
1. นมและผลิตภัณฑ์จากนม (ดูดซึมได้ดีที่สุด ~30-35%)
กลุ่มนี้มีอัตราส่วนแคลเซียมต่อฟอสฟอรัสที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการดูดซึม:
| อาหาร | แคลเซียม (มก./100 กรัม) | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ชีสแข็ง | ~508 mg | มีปริมาณแคลเซียมสูงมาก |
| นมสด | ~123 mg | ดื่มได้ทุกวัน มี D3 เสริมในบางยี่ห้อ |
| โยเกิร์ต | ~121 mg | มี Probiotics เพิ่มเติม |
| นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม | ~120–130 mg | ทางเลือกสำหรับแพ้นมวัว |
คำแนะนำ: โปรดตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง เนื่องจากตารางด้านบนระบุเพียงว่าปริมาณแคลเซียมที่เด็กอายุ 4-8 ปีควรได้รับคือ 800 มิลลิกรัม แต่ในที่นี้ระบุว่า 888 มิลลิกรัม ซึ่งคิดเป็นเพียง 80% ของปริมาณที่ควรได้รับสำหรับเด็กอายุ 4-8 ปี
2. ปลาและสัตว์น้ำ (เน้นปลาที่กินได้ทั้งก้าง)
ปลาตัวเล็กที่กินได้ทั้งกระดูกมีแคลเซียมสูงมาก เพราะก้างปลาเป็นแหล่งแคลเซียมโดยตรง:
| อาหาร | แคลเซียม (มก./100 กรัม) | วิธีกิน |
|---|---|---|
| กุ้งแห้ง | ~362 mg | ใส่ยำ ผัด น้ำพริก |
| ปลาซาร์ดีน (กระป๋อง) | ~382 mg | กินได้ทั้งก้างในน้ำซอส |
| ปลากะตัก / ปลาซิว | สูงมาก (กินได้ทั้งตัว) | ผัด ทอดกรอบ |
| ปลาไส้ตัน / ปลาแห้ง | สูง (กินได้ทั้งก้าง) | ต้ม แกง |
เคล็ดลับ: ปลาซาร์ดีนกระป๋องในน้ำมะเขือเทศเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับเด็กที่ไม่ชอบปลาสด — ก้างนิ่มพอกินได้ทั้งหมด

3. ถั่ว งา และเมล็ดพืช
| อาหาร | แคลเซียม (มก./100 กรัม) | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| งาดำ | ~1,290 mg | สูงมาก แต่กินได้ครั้งละน้อย (~1 ช้อนโต๊ะ) |
| เต้าหู้แข็ง | ~683 mg | ดูดซึมได้ดีเมื่อทำจาก Calcium Sulfate |
| ถั่วเหลือง | ~277 mg | ต้มหรือทำเป็นน้ำนมถั่ว |
| อัลมอนด์ | ~269 mg | กินเป็นของว่างหรือโรยบนอาหาร |
| งาขาว | ต่ำกว่างาดำเล็กน้อย | ใส่อาหารได้ง่ายกว่า |
ข้อควรรู้: งาดำมีแคลเซียมสูงสุดในบรรดาพืช แต่ปริมาณที่กินได้จริงต่อมื้อมีจำกัด 1–2 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 175–260 มก.) ดังนั้นควรใช้เป็นส่วนเสริม ไม่ใช่แหล่งหลัก
4. ผักใบเขียว (เลือกชนิดที่ออกซาเลตต่ำ)
ผักไม่ใช่ทุกชนิดที่ให้แคลเซียมจากการดูดซึมได้จริง ผักที่มีออกซาเลตสูงจะจับแคลเซียมไว้ไม่ให้ดูดซึม:
ผักออกซาเลตต่ำ — ดูดซึมได้ดี:
| ผัก | แคลเซียม (มก./100 กรัม) | ออกซาเลต |
|---|---|---|
| ผักเคล (Kale) | ~254 mg | ต่ำ — ดูดซึมได้ ~50% |
| คะน้า | ~150 mg | ต่ำ — เหมาะมากสำหรับเด็ก |
| กวางตุ้ง | ~105 mg | ต่ำ — หวานกินง่าย |
| ตำลึง | ~120 mg | ต่ำ |
| บรอกโคลี | ~47 mg | ต่ำ — มีวิตามิน C ช่วยดูดซึมเพิ่ม |
ผักออกซาเลตสูง — แคลเซียมดูดซึมได้น้อย:
- ผักโขม — มีแคลเซียมมาก แต่ออกซาเลตสูงมาก ร่างกายดูดซึมได้เพียง ~5%
- ใบยอ, ชะพลู — ออกซาเลตสูง
คำแนะนำ: เลือกคะน้า กวางตุ้ง และตำลึงก่อนผักโขมเสมอสำหรับเด็กที่ต้องการแคลเซียม
5. ผลไม้ที่มีแคลเซียมสูงกว่าชนิดอื่น
ผลไม้โดยทั่วไปไม่ใช่แหล่งแคลเซียมหลัก แต่มีบางชนิดที่มีปริมาณสูงกว่าผลไม้ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ และยังมีวิตามิน C ที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม:
ผลไม้ที่มีแคลเซียมสูงที่สุด:
มะเดื่อ / ลูกฟิก (Figs)
มะเดื่อ โดยเฉพาะแบบแห้ง เป็นผลไม้ที่มีแคลเซียมสูงที่สุด มะเดื่อแห้งมีแคลเซียมสูงกว่ามะเดื่อสดอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังมีโพแทสเซียม แมกนีเซียม และใยอาหารสูง เหมาะสำหรับเด็กกินเป็นของว่าง
ส้ม / น้ำส้มคั้น
ส้มมีแคลเซียมในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับผลไม้อื่น และมีวิตามิน C สูงซึ่งช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมจากมื้ออาหาร น้ำส้มที่เสริมแคลเซียม (Calcium-Fortified Orange Juice) มีแคลเซียมเทียบเท่านมในปริมาณเท่ากัน
กีวี
กีวีมีแคลเซียมในระดับปานกลางและวิตามิน C สูงมาก ทำให้ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารชนิดอื่นในมื้อเดียวกัน
ฝรั่ง (Guava)
ฝรั่งมีแคลเซียมในระดับปานกลาง และมีวิตามิน C สูงเป็นพิเศษ เป็นผลไม้ไทยที่หาได้ง่ายและราคาถูก
กล้วย
กล้วยมีโพแทสเซียมสูงและแมกนีเซียมที่ช่วยให้ร่างกายใช้แคลเซียมได้ดีขึ้น แม้แคลเซียมในกล้วยจะไม่สูงมาก แต่กินคู่กับอาหารแคลเซียมสูงอื่นได้ดี
ข้อสรุปเรื่องผลไม้:
ผลไม้ไม่ใช่แหล่งแคลเซียมหลัก แต่มีบทบาทสนับสนุนผ่านวิตามิน C ที่เพิ่มการดูดซึม และแมกนีเซียมที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของวิตามิน D — กินผลไม้หลากหลายหลังมื้ออาหารที่มีแคลเซียมสูงจะให้ประโยชน์มากกว่ากินแยก

ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม
- วิตามิน D3 — กระตุ้นลำไส้เล็กให้ดูดซึมแคลเซียมจากอาหาร แหล่งหลัก: แสงแดด ปลาแซลมอน ไข่แดง 2. วิตามิน K2 (MK-7) — นำแคลเซียมที่ดูดซึมแล้วเข้าสู่กระดูก ไม่ให้สะสมในหลอดเลือด 3. โปรตีน — กระตุ้นกรดในกระเพาะ ทำให้แคลเซียมละลายและดูดซึมได้ดีขึ้น 4. Lactose (น้ำตาลในนม) — ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้เล็ก 5. Inulin / FOS (Prebiotic) — ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ใหญ่ตามงานวิจัย
ปัจจัยที่ขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม
| สิ่งที่รบกวน | กลไก | คำแนะนำ |
|---|---|---|
| ออกซาเลต (ผักโขม, ช็อคโกแลต, ชา) | จับกับแคลเซียมก่อนดูดซึม | กินห่างจากมื้อแคลเซียม |
| ไฟเตท (ธัญพืชไม่ขัดสี, ถั่ว) | จับกับแคลเซียม | แช่น้ำก่อนปรุง ลดได้บางส่วน |
| แทนนิน (ชา, กาแฟ) | รบกวนการดูดซึม | หลีกเลี่ยงชาหลังมื้ออาหาร 1–2 ชม. |
| โซเดียมสูง (อาหารเค็ม, อาหารสำเร็จรูป) | เพิ่มการขับแคลเซียมทางปัสสาวะ | จำกัดอาหารแปรรูป |
| คาเฟอีน (น้ำอัดลมสีดำ, ชาเย็น) | ลดการดูดซึมในลำไส้ | หลีกเลี่ยงในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี |
| วิตามิน D ขาด | ไม่มีตัวช่วยดูดซึม | รับแสงแดดหรือเสริม D3 |
เมนูอาหารแนะนำสำหรับเด็กอายุ 9 – 18 ปี (เป้าหมาย 1,100 มก./วัน)
มื้อเช้า:
- ข้าวต้มหมู + ปลากะตักทอดกรอบ (~200 มก.) + นมสด 1 แก้ว (~290 มก.)
- รวม: ~490 มก.
มื้อกลางวัน:
- ข้าวผัดคะน้าหมู + ต้มเต้าหู้หมู + ส้มโอ 1 กลีบ
- รวม: ~250–300 มก.
ว่างบ่าย:
- โยเกิร์ตกรีก 1 ถ้วย + อัลมอนด์ 10 เม็ด
- รวม: ~180 มก.
มื้อเย็น:
- ปลาซาร์ดีนกระป๋อง + ข้าวสวย + ผัดกวางตุ้ง
- รวม: ~280–300 มก.
รวมทั้งวัน: ~1,200–1,270 มก. เกินเป้าหมาย 1,100 มก.
เมื่ออาหารยังไม่เพียงพอ — โภชนาการเสริมสำหรับเด็ก
สำหรับเด็กที่ไม่ชอบนม แพ้นมวัว หรือมีพฤติกรรมกินเลือก การได้รับแคลเซียม 1,100 มก./วันจากอาหารอย่างเดียวทำได้ยากในทางปฏิบัติ Unigrow Optipro เป็นสูตรโภชนาการผงชงสำหรับเด็กอายุ 6–18 ปี ที่ออกแบบระบบแคลเซียมแบบ Multi-layer:
ระบบแคลเซียมใน Unigrow Optipro:
- Nano Calcium — แคลเซียมขนาดอนุภาคนาโน ดูดซึมง่ายกว่าแคลเซียมปกติ
- Aquamin F — แคลเซียมจากสาหร่ายสีแดง Lithothamnion calcareum จากทะเลไอริช ซึ่งมีโครงสร้างเป็นรูพรุนคล้ายรังผึ้ง สามารถดูดซึมได้ง่ายโดยไม่ทำให้ร่างกายร้อนหรือท้องผูก
- OSTEUM® CPP (35%) — สารอาหารทรงคุณค่าและหายากที่มีเฉพาะใน UniGrow ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมได้อย่างเหนือชั้น บำรุงกระดูกให้แข็งแรง พร้อมสนับสนุนการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์แบบ
- Bonepep — เปปไทด์ไฮโดรไลซ์จาก Pharmafood Japan กระตุ้น Osteoblast สร้างเซลล์กระดูกใหม่
- Vitamin D3 + K2 MK-7 (จากนัตโตญี่ปุ่น) — วงจรดูดซึมและนำแคลเซียมเข้ากระดูกครบในสูตรเดียว
- FOS + Inulin — ช่วยปรับปรุงระบบย่อยอาหาร กระตุ้นการทำงานของลำไส้ ช่วยให้เด็กรับประทานอาหารได้อร่อยยิ่งขึ้น และดูดซึมสารอาหารได้ดียิ่งกว่าเดิม
ผ่านการรับรองจาก Thai FDA (อย.), GMP และ HACCP เหมาะสำหรับเด็กที่ต้องการโภชนาการสนับสนุนการเจริญเติบโตแบบครบถ้วน → ดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์

คำถามที่ผู้ปกครองมักถาม
Q: หากลูกมีภาวะแพ้โปรตีนนมวัว สามารถเลือกรับประทานอาหารชนิดใดทดแทนเพื่อให้ได้รับแคลเซียม? A: เต้าหู้แข็ง, งาดำ, ปลาซาร์ดีนกระป๋อง, กุ้งแห้ง, ผักคะน้า และนมถั่วเหลืองสูตรเสริมแคลเซียม ถือเป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะเต้าหู้ขึ้นรูปด้วยแคลเซียมซัลเฟต (Calcium Sulfate) จะมีปริมาณแคลเซียมสูงเป็นพิเศษ
Q: แม้งาดำจะมีแคลเซียมสูงมาก แต่เด็กควรรับประทานในปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะสม? A: งาดำ 1 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 9 กรัม) ให้แคลเซียมประมาณ 116 มิลลิกรัม เด็กส่วนใหญ่ควรรักษาปริมาณการบริโภคอยู่ที่ 1–2 ช้อนโต๊ะต่อมื้อ (รวมประมาณ 200–260 มิลลิกรัมต่อวัน) แม้จะเป็นปริมาณที่ดี แต่ยังคงจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมเสริมจากแหล่งอาหารอื่นร่วมด้วย
Q: ผลไม้สามารถเป็นแหล่งแคลเซียมหลักให้กับเด็กได้หรือไม่? A: ผลไม้ไม่ใช่แหล่งแคลเซียมหลักของร่างกาย แต่วิตามินซีในผลไม้มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมจากมื้ออาหารได้เป็นอย่างดี การรับประทานส้มหรือกีวี่หลังมื้ออาหารที่มีผักคะน้าหรือเต้าหู้ จะช่วยให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้ประโยชน์ได้ดีกว่าการรับประทานผลไม้เพียงอย่างเดียว
Q: เด็กควรได้รับแคลเซียมในช่วงเวลาใดของวัน? A: ควรแบ่งกระจายการรับประทานแคลเซียมให้ครอบคลุมตลอดทั้งวัน โดยไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อครั้ง แนะนำให้รับประทานพร้อมมื้ออาหาร และหลีกเลี่ยงการดื่มชาหรือรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงควบคู่กัน
Q: เด็กกินอาหารเค็มมาก มีผลต่อแคลเซียมไหม? A: มีผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากอาหารที่มีโซเดียมสูงจะส่งผลให้ไตขับแคลเซียมออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น เด็กที่รับประทานอาหารแปรรูปสำเร็จรูปหรืออาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำ จึงมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลเซียมสูงกว่าปกติ แม้จะได้รับแคลเซียมในปริมาณที่ดูเหมือนจะเพียงพอแล้วก็ตาม
บทสรุป — แหล่งแคลเซียมจากอาหารที่หลากหลาย นอกเหนือจากการดื่มนม
แม้นมจะเป็นแหล่งแคลเซียมที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีที่สุด แต่ก็ไม่ใช่แหล่งแคลเซียมเพียงแหล่งเดียว เด็กที่ไม่ชอบดื่มนมหรือมีภาวะแพ้โปรตีนนมวัว ยังคงสามารถได้รับแคลเซียมอย่างครบถ้วนจากปลาซาร์ดีน, เต้าหู้, งาดำ, ผักคะน้า และโยเกิร์ต โดยมีผลไม้ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยเสริมผ่านวิตามินซีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึม หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การรับประทานอาหารให้หลากหลาย ควบคู่กับการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจขัดขวางกระบวนการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย
สำหรับเด็กที่ต้องการโภชนาการสนับสนุนเพิ่มเติม → ดื่มแคลเซียมช่วยการพัฒนากระดูกได้จริงหรือ? | กีฬาที่สนับสนุนการเจริญเติบโตของเด็ก
ผลิตภัณฑ์นี้เป็นอาหารเสริม ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรกินอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ ควรอ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค




